เส้นทาง 3 จังหวัดมหัศจรรย์ สงขลา – ปัตตานี – นราธิวาส

เส้นทาง 3 จังหวัดมหัศจรรย์ เพียบพร้อมด้วยแหล่งท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และสถานที่แห่งความศรัทธาของผู้คน ที่อยู่ร่วมกันหลากหลายวัฒนธรรม คือ ไทยพุทธ ไทยเชื้อสายจีน ไทยมุสลิม

วัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) – อยู่ที่ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ห่างจากปัตตานีประมาณ 26 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแล้วกว่า 300 ปี ตามตำนานกล่าวว่า พระยาแก้มดำเจ้าเมืองไทรบุรี ต้องการหาชัยภูมิสำหรับสร้างเมืองใหม่ให้กับน้องสาว จึงได้เสี่ยงอธิฐาน ปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า โดยมีเจ้าเมืองและไพร่พลเดินติดตามไป จนมาถึงวันหนึ่ง ช้างได้หยุดอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง แล้วร้องขึ้นสามครั้ง พระยาแก้มดำจึงได้ถือเป็นนิมิตที่ดี จะใช้บริเวณนั้นสร้างเมือง แต่น้องสาวไม่ชอบ พระยาแก้มคำจึงให้สร้างวัด ณ บริเวณดังกล่าวแทน แล้วให้ชื่อว่า วัดช้างไห้

chedi20

มัสยิดกรือเซะ – เป็นมัสยิดเก่าแก่ อายุกว่า 200 ปี ในจังหวัดปัตตานี สันนิษฐานได้ว่าเป็นศาสนสถาน ที่สร้างขึ้น ในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยอยุธยา มัสยิดกรือเซะ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัสยิดปิตูกรือบัน ชื่อนี้เรียกตามรูปทรงของประตูมัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นวงโค้งแหลมแบบกอธิคของชาวยุโรป และแบบสถาปัตยกรรมของชาวตะวันออกกลาง (คำว่า ปิตู แปลว่า ประตู กรือบัน แปลว่า ช่องประตูที่มีรูปโค้ง)

มัสยิดกรือเซะ

สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว – กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่หลิมกอเหนี่ยว ไม่เพียงแต่จะเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวจีนและไทยในจังหวัดปัตตานีเท่านั้น หากแต่ได้ปรากฏขจรขจายไปยังจังหวัดอื่นๆ อีกหลายจังหวัด เมื่อถึงวันงานพิธีสมโภชฉลองเจ้าแม่หลิมกอเหนี่ยวประจำปีแล้ว ก็จะมีสาธุชนชาวไทยจีนจากจังหวัดต่างๆ พากันเดินทางหลั่งไหลมานมัสการเจ้าแม่และร่วมพิธีกันอย่างคับคั่ง งานพิธีสมโภชฉลองเจ้าแม่หลิมกอเหนี่ยวจึงเป็นงานประเพณีที่สำคัญ เชิดหน้าชูตาของจังหวัดปัตตานีทีเดียว

สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว-2

ศาลเจ้าเล่งจูเกียง คือศาลเจ้าที่ประดิษฐานขององค์เจ้าแม่ ตั้งอยู่ที่ถนนอาเนาะรู อำเภอเมือง ปัตตานี ซึ่งเป็นปูชนียสถานอันทรงความศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของจังหวัดปัตตานี เดิมศาลเจ้านี้มีชื่อเรียกว่า “ศาลเจ้าซูก๋ง” ตามหลักฐานที่จารึกอยู่ในศาลเจ้า ปรากฏว่า ตั้งขึ้นเมื่อวันชัยมงคล ปีบวนเละที่ ๒ ศักราชราชวงศ์เหม็ง ตรงกับปีพุทธศักราช ๒๑๑๗ ในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา แม้ศาลเจ้านี้จะตั้งมาเก่าแก่นับได้หลายศตวรรษ แต่ด้วยบุญญาภินิหารของเจ้าแม่หลิมกอเหนี่ยว ศาลเจ้านี้จึงมีความเจริญรุ่งเรือง และเป็นที่ศรัทธาของสาธุชนเสมอมามิได้ขาด

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนยะหริ่ง – มีพื้นที่มากถึง 500 ไร่ สัมผัสประสบการณ์ของการเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน บนสะพานที่สร้างด้วยไม้ตะเคียนทอง (Hopea Odorata) ระยะทางยาวโดยรอบ 1,250 เมตร และตลอดเส้นทางเดินจะได้สนุกไปกับกลุ่มไม้ในสังคมป่าชายเลน ทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้เถาและไม้พื้นล่าง ซึ่งพันธุ์ไม้แต่ละชนิดมีความสามารถขึ้นอยู่ได้ในบริเวณที่มีลักษณะแตกต่างกัน โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ระหว่าง ระดับน้ำทะเลต่ำสุดและระดับน้ำทะเลสูงสุด เช่น กลุ่มไม้ถั่วขาว กลุ่มไม้ตะบูนดำ กลุ่มไม้ตาตุ่มทะเล ฝาดดอกขาว เหงือกปลาหมอดอกขาว เป็นต้น เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ บางจุดมีระเบียงสำหรับนั่งพัก และมีซุ้มสื่อความหมายเพื่ออธิบายเรื่องราวของป่าชายเลนพร้อมภาพประกอบ นอกจากนี้ยังมีศาลาพักผ่อนและหอชมนกสำหรับชมทัศนียภาพเหนือเหนือยอดไม้บนความสูง 13 เมตร สำหรับใครที่ไม่อยากเหนื่อยกับการเดินมากเกินไปนัก สามารถเลือกบริการล่องเรือชมป่าชายเลน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมธรรมชาติป่าชายเลนตามลำคลองน้อยใหญ่ที่แบ่งเป็น 3 สาย ได้แก่ คลองบางปู คลองกลาง คลองกอ โดยตลอดสองฝั่งคลองนั้นจะเห็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ชุกชุมด้วยสัตว์น้ำและนกนานาชนิด สอดประสานไปกับวิถีชีวิตของชาวบ้านและความสวยงามของป่าโกงกางที่น่าประทับใจ สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี โทร. 0 7333 6290-3 ต่อ 4115 หรือหัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนยะหริ่ง โทร. 081 368 3104

หาดปะนาเระ – อยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 3 กม. ใช้เส้นทางเดียวกับหาดตะโละกาโปร์ เป็นหมู่บ้านชาวประมงหลายร้อยหลังคาเรือน บนหาดทรายมีเรือกอและ และเรือประมงนานาชนิดจอดเรียงรายอยู่ทั่วทั้งหาด หาดทรายไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ เพราะเป็นหมู่บ้านชาวประมงและที่จอดเรือ

1152529836

หาดแฆแฆ – ชายหาดซึ่งมีความสวยงามและน่าเที่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของปัตตานี ชายหาดโค้งเว้ามีความยาวเป็นระยะทางไกล ทรายมีสีทองละเอียดตัดกับน้ำทะเลสีครามในวันฟ้าใส นอกจากนั้นยังมีโขดหินขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตาจำนวนมากที่เกิดขึ้นเอง จึงมีลักษณะคล้ายสวนหินธรรมชาติ ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวท้องถิ่น และต่างถิ่นแวะเวียนมาพักผ่อนเล่นน้ำกันอยู่เสมอ บริเวณชายหาดได้จัดทำเป็นซุ้มศาลาพักร้อน คำว่า “แฆแฆ” เป็นภาษามลายู แปลว่า “อึกทึกครึกโครม”

หาดแฆแฆ1

หมู่บ้านปะเสยะวอ – เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการต่อเรือประมงของชาวปัตตานี และนราธิวาสที่มีลักษณะเป็นเรือหัวแหลมท้ายแหลม ระบายสีสันงดงาม เรือกอและมีทั้งขนาดใหญ่ที่เป็นเรือประมงจริงๆ และขนาดเล็กที่จำลองขึ้นเพื่อเป็นของที่ระลึก ฝีมือการต่อเรือกอและ ของที่นี่ได้รับการยอมรับว่าประณีตงดงามด้วยลวดลายที่ผสมกลมกลืนระหว่างศิลปะไทยและมุสลิม ในระยะแรกเลียนแบบเทคนิคการตกแต่งเรือพระราชพิธี คือ การแกะสลัก ซึ่งต้องใช้ฝีมือและความประณีตเป็นอย่างสูง แต่ในระยะหลังใช้การวาดลวดลายจิตรกรรมแล้วระบายสี ทำให้สะดุดตาและสะดวกกว่า

หาดนราทัศน์ – เป็นชายหาดที่มีความสวยงาม โค้งหาดยาวต่อเนื่องประมาณ 5 กิโลเมตร มองเห็นได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา จรดกกับปลายแหลมปากแม่น้ำบางนราทางทิศใต้ แต่ก่อนนั้นชายหาดนี้จะกว้างมากจนเมื่อมีการสัมปทานขุดทราย ทำให้หาดนี้แคบลงกว่าแต่ก่อนมาก อย่างไรก็ดีหาดนี้ก็ยังเป็นหาดที่มีความสวยงามอยู่เช่นเดิม ริมหาดที่ร่มรื่นด้วยทิวสนมากมาย อีกทั้งยังมีลมพัดเย็นบรรยากาศเป็นส่วนตัว ทำให้หาดนราทัศน์เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองนราธิวาส และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเสมอ

หาดนราทัศน์-นราธิวาส

วัดชลธาราสิงเห – เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่หมู่ 3 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จาก สี่แยกตลาดอำเภอตากใบแยกซ้ายประมาณ 100 เมตร เมื่อครั้งอังกฤษได้มลายูเป็นเมืองขึ้นนั้น อังกฤษพยายามจะรวมเมืองนราธิวาสไว้ในเขตมลายูด้วย แต่ ทว่าทางไทยเราได้อ้างว่าหัวเมืองนี้เป็นของไทยมานาน โดยยกเอาวัดชลธาราสิงเห ที่อำเภอตากใบ ซึ่งเป็น วัดไทยมาเป็นข้ออ้าง อังกฤษจึงยอมให้นราธิวาส รวมอยู่ในเขตของไทย

พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ – ตั้งอยู่บริเวณเขาตันหยง (ตันหยง แปลว่า พิกุล) ตำบลกะลุวอเหนือ ตาม ทางหลวงสายนราธิวาส – ตากใบ ห่างจากตัวเมืองนราธิวาส ประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นที่แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ในช่วงเดือนสิงหาคมและตุลาคม ของทุกปี

001_500

วัดเขากง – จากตัวเมืองใช้ทางหลวงสายอำเภอเมืองนราธิวาส อำเภอระแงะ (ทางหลวงสาย 4055) ประมาณ 9 กม. จะมองเห็นวัดเขากง และพระพุทธรูปทักษิณมิ่งมงคลสีทอง ประทับนั่งปางประทานพร อยู่บนยอดเขา วัดเขากงตั้งอยู่ในตำบลเขากง มีเนื้อที่กว้าง 142 ไร่ พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล

หาดใหญ่ – เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลา เป็นที่ตั้งของนครหาดใหญ่ เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของภาคใต้ตอนล่าง หาดใหญ่เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในหลายด้าน เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะแถบประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

วางแผนเดินทาง

วันที่ 1 หาดใหญ่ – ปัตตานี (ประมาณ 200 กิโลเมตร) ขับรถชมเมืองหาดใหญ่ แล้วเดินทางไปสักการะหลวงปู่ทวดที่วัดช้างให้ฯ ต่อด้วยมัสยิดกรือเซะ สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนยะหิร่ง พักในปัตตานี

วันที่ 2 ปัตตานี – นราธิวาส (ประมาณ 100 กิโลเมตร) ไปเที่ยวหาดปะนาเระ หาดแฆแฆ หมู่บ้านปะเสยะวอ หาดนราทัศน์ พักที่นราธิวาส

วันที่ 3 นราธวาส – หาดใหญ่ (ประมาณ 295 กิโลเมตร) ไปวัดชลธาราสิงเห แล้วไปพระตำหนักทักษัณราชนิเวศน์วัดเขากงฯ จากนั้นเดินทางกลับไปพักที่หาดใหญ่

วันที่ 4 หาดใหญ่ – กรุงเทพฯ ซ็อปปิ้งในตัวเมืองหาดใหญ่ครึ่งวัน แล้วขึ้นเครื่องบินกลบกรุงเทพฯ ในตอนบ่ายๆ

อ้างอิง : บทความนี้คัดลอกบางส่วนมาจากหนังสือแนะนำเส้นทางขับรถเที่ยว