เส้นทาง 3 สมุทร กรุงเทพฯ – สมุทรปราการ – สมุทรสาคร – สมุทรสงคราม

เมือง 3 สมุทร ถึงแม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัดวาอาราม ชีวิตผู้คน มีเรื่องราวมากมายที่รอคุณมาสัมผัส

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ – ช้างเอราวัณ หรือ ช้างสามเศียรเป็นประติมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะมือแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำจากโลหะทองแดง แผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือ นำมาเรียงต่อกันด้วยความประณีตนับแสนชิ้น ตัวช้างรวมอาคารมีความสูง 43.60 เมตร (หรือสูงขนาดตึก 14-17 ชั้นโดยประมาณ) อาคารพิพิธภัณฑ์ช้าง เอราวัณแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนบนของตัวช้าง เฉพาะส่วนหัวมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน ลำตัวช้างหนัก 150 ตัน สูง 29 เมตร กว้าง 12 เมตร และยาว 39 เมตร ตัวช้างออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น ภาพวาดสีฝุ่นรูปจักรวาล พระพุทธรูปปางลีลา บริเวณท้องช้างปูด้วยไม้มะเกลือสีออกดำ ส่วนล่างของตัวช้าง เป็นฐาน โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก อาคารศาลามีความสูง 14.60 เมตร กระจายน้ำหนักตัวช้างด้วยคานวงแหวนรอบนอกและรอบใน บนอาคารถ่ายน้ำหนักลงเสาแปดเสาภายนอกและสี่เสาภายใน

bk8

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ (Erawan Museum) ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ขาเข้าจังหวัดสมุทรปราการ เปิดทำการตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ค่าบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ โดยไม่เข้าชมภายในตัวพิพิธภัณฑ์ (ชมภายในและภายนอกพิพิธภัณฑ์) ผู้ใหญ่ 150 บาท, เด็ก (อายุ 6-15 ปี) 50 บาท และถ้าจะสักการะภายในพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ต้องเสียค่าบัตรบำรุง 50 บาท (พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน) สามารถเดินชมบริเวณสวนได้โดยรอบ เปิดสักการะตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2371 3135-6 โทรสาร. 0 2380 0304 หรือ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

วัดโปรดเกศเชษฐาราม – เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี อยู่ตรงข้ามกับวัดไพชยนต์พลเสพ ผู้สร้างวัดนี้คือพระยาเพ็ชรพิไชย (เกตุ) ผู้เป็นต้นสกุล “เกตุทัต” ซึ่งเป็นบุตรของพระยาเพชรพิไชย (หง) ผู้เป็นต้นสกุล “หงสกุล” สร้างเมื่อปีมะเมีย พ.ศ. 2365 ชาวบ้านเรียกชื่อวัดนี้ว่า “วัดปากคลอง” เพราะอยู่ใกล้กับปากคลองลัดหลวง

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง – เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00-16.0008.00-16.00 FREE ในวันหยุดพักผ่อน อยากเดินเล่นในบรรยากาศตลาดชาวบ้านใกล้ชิดธรรมชาติ อยากแนะนำให้ทุกคนลองมาสัมผัสบรรยากาศ และหาอะไรกินกันเพลิน ๆ ที่ “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จุดเด่นของตลาดบางน้ำผึ้ง ที่ผมสัมผัสได้ คือ ความหลากหลายของอาหารการกินที่นี่ มีเยอะมาก เดินผ่านไปร้านไหน ก็อยากชิม อยากกินไปซะหมด และยังมีร้านขายต้นไม้ ที่อาจจะไม่ใช่แหล่งขายหลัก แต่ก็ ดูเป็น สเน่ห์ของตลาดน้ำ ที่จะมีร้านขายต้นไม้พื้นบ้านอย่างน้อยหนึ่งร้าน สิ่งที่ผมจะถ่ายทอด และนำเสนอต่อไปนี้ จึงเป็นแค่บางส่วนเท่านั้น

km-90824150556

วัดใหญ่จอมปราสาท – เป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยนั้นบริเวณด้านหน้าของวัดเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ มีฐานะเป็นเมืองท่าตลาดริมน้ำมีพ่อค้าจากทางทะเล และพ่อค้าจากเมือง ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินมาติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างเนืองแน่น ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าชาวจีน ดังนั้นจึงได้เรียกชุมชนนี้ว่า “บ้านท่าจีน” ปัจจุบันน้ำได้เซาะตลิ่งพังเข้าไปจนถึงบริเวณด้านหน้าวัด ทำให้พื้นที่ของชุมชนบ้านท่าจีนรุ่นแรกๆ ถูกทำลายล่มลงแม่น้ำจนหมด ชาวบ้านจะเรียกชื่อต่างๆ กันไป เช่น วัดใหญ่ วัดจอมปราสาทหรือ วัดใหญ่จอมปราสาท ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับพระราชทานชื่อว่า ” วัดใหญ่สาครบุรี ” และทรงพระราชทานพระไตรปิฏกบรรจุตู้ละจบ จำนวน 39 เล่ม ให้มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ในฐานะที่เป็นพระอารามหลวง

15_big

อุทยาน ร.2 – เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ของ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามไว้เป็นมรดกแก่ชาติ จนได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) บริเวณที่ก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์นี้ พระราชสมุทรเมธี เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยารามเป็นผู้น้อมเกล้าฯถวาย มีพื้นที่ประมาณ 11 ไร่ พื้นที่บริเวณนี้มีความสำคัญเพราะเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)

L1070066

วัดเพชรสมุทรวรวิหาร – เดิมชื่อ “วัดศรีจำปา” สร้างขึ้นในราวรัชสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยาตาม ตำนานเล่าว่า ในปี พ.ศ.2307ชาวบ้านแหลมในเขตเมืองเพชรบุรีอพยพหนีพม่ามาตั้งบ้านเรือน อยู่บริเวณตำบล แม่กลองเหนือวัดศรีจำปา และเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านแหลม” ตามชื่อห มู่บ้านเดิมของตนชาวบ้านแหลมได้ช่วย กันบูรณะวัดศรีจำปาและเรียกวัดนี้ใหม่ว่า วัดบ้านแหลม&quot ต่อมาวัดบ้านแหลมได้ยกฐานะขึ้นเป็นอาราม หลวง ชั้นวรวิหาร ได้รับ พระราชทานนามว่า วัดเพชรสมุทรวรวิหาร

ตลาดน้ำอัมพวา – ในอดีต อัมพวา ถือว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม มีตลาดน้ำขนาด ใหญ่และชุมชนริมน้ำที่เป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรม แต่ผลกระทบของการพัฒนาการคมนาคมทางบก ทำให้ ความเป็นศูนย์กลางฯ ของอัมพวาต้องสูญเสียไป ตลาดน้ำค่อยๆ ลดความสำคัญและสูญหายไปในที่สุด ทิ้งไว้แต่ ร่องรอยของความเจริญในอดีตซึ่งยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจนในทุกวันนี้ทางเทศบาลตำบลอัมพวาโดยความร่วมมือ ร่วมใจของประชาชนในท้องถิ่น ได้ฟื้นฟูตลาดน้ำอัมพวาขึ้นมาอีกครั้งเพื่ออนุรักษ์ความเป็นอยู่ของชุมชนริมน้ำ ซึ่งในปัจจุบันจะหาดูได้ยาก ให้สืบทอดตลอดไป โดยใช้ ชื่อว่า “ตลาดน้ำอัมพวายามเย็น”

Amphawa1

เป็นตลาดริมคลอง ตั้งอยู่ใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม (จอดรถที่วัดอัมพวันเจติยารามได้) ทุกวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ในช่วงเวลาเย็นตั้งแต่ช่วงเวลา 15.00 – 21.00 น. ในคลองอัมพวาจะมีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหารและเครื่องดื่ม เช่น หอยทอด ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ โอเลี้ยง ขนมหวานต่างๆ และมีรถเข็นขายของบนบกด้วย บรรยากาศสบาย ๆ มีเพลงฟัง จากเสียงตามสายของชาวชุมชน ประชาชนสามารถเดินเที่ยวชมตลาดหาซื้ออาหารรับประทานและเช่าเรือไปเที่ยวชมดูหิ่งห้อยในยามค่ำคืนได้ ค่าบริการคนละ 60 – 80 บาท ข้อมูลอื่นๆคลิก อัมพวา หากสนใจไปเที่ยวอัมพวาโดยเดินทางจากกรุงเทพคลิก ทัวร์อัมพวา

เครื่องเบญจรงค์ – อัมพวา ถือได้ว่า เป็นแหล่งหนึ่งที่ทำผลิตภัณฑ์เบญจรงค์ ขึ้นชื่อ ซึ่งมีหลากหลายบ้าน หลากหลายชุมชน ที่ได้ทำเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน

อาสนวิหารแม่พระบังเกิด – โบสถ์นี้เป็นสถานที่สักการะอันศักดิ์สิทธิ์ของคริสตชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ สร้างขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2433 (ค.ศ.1890) เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคของประเทศฝรั่งเศส ฉาบด้วยปูนตำ ภายในประดับด้วยภาพกระจกสีสวยงดงาม มีรูปปั้น ธรรมาสน์เทศน์ อ่างล้างบาป ขาเทียนลักษณะต่างๆ และรูปแกะสลักบรรยายเกร็ดประวัติในพระคัมภีร์คริสตศาสนา นับเป็นโบสถ์ที่มีความสวยงามไม่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำ

ค่ายบางกุ้ง – เป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ค่ายบางกุ้ง เรียกว่า “ค่ายบางกุ้ง” โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่าย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ค่ายบางกุ้งก็ร้างไปจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรีรวบรวมผู้คนมาตั้งกองทหารรักษาค่าย จึงมีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง”

1441257834-o

ดอนหอยหลอด – เป็นสันดอนตั้งอยู่ปากแม่น้ำแม่กลอง ที่เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทราย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า”ทรายขี้เป็ด” มีอาณาบริเวณกว้างประมาณ 3 กม. ยาว 5 กม. มีอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ ดอนนอก อยู่บริเวณปากอ่าวแม่กลอง เดินทางไปได้โดยทางเรือ และ ดอนใน อยู่ที่ชายหาดหมู่บ้านฉู่ฉี่ ตำบลบางจะเกร็ง และที่ ชายหาดหมู่บ้านบางบ่อ ตำบลบางแก้ว สามารถเดินทางไปได้โดยทางรถยนต์ บริเวณสันดอนนี้มีหอยอาศัยอยู่หลายชนิด ได้แก่ หอยลาย หอยปุก หอยปากเป็ด หอยแครง และโดยเฉพาะหอยหลอดมีมากที่สุด หอยหลอดเป็นหอยชนิด 2 ฝา ตัวสีขาวขุ่น มีเปลือกคล้ายหลอดกาแฟฝังตัวอยู่ในเลน การจับหอยหลอด จะจับในช่วงน้ำลง โดยใช้ไม้เล็ก ๆ ขนาดก้านธูป จุ่มปูนขาว แล้วแทงลงไปในรูหอยหลอด หอยจะเมาปูนแล้วโผล่ขึ้นมาให้จับ ไม่ควรสาดปูนขาวลงบนสันดอน เพราะจะทำให้หอยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นตายหมด ช่วงเวลาที่มีหอยหลอดมาก คือ ประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี

Image.aspx

บ้านคลองโคลน – ที่นี่มีกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ถีบกระดานเลนเก็บหอยแคลง หรือเล่นสกีกระดานเลน

วางแผนเดินทาง

วันที่ 1 กรุงเทพฯ – สมุทปราการ – อัมพวา (ประมาณ 150 กิโลเมตร) เที่ยว พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ วัดโปรดเกศเชษฐาราม ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง แล้วขับรถไปสมุทรสาคร แวะชมวัดใหญ่จอมปราสาท เข้าที่พักที่อัมพวา กลางคืนอย่าลืมนั่งเรือชมหิ่งห้อย

วันที่ 2 อัมพวา – กรุงเทพฯ (ประมาณ 150 กิโลเมตร) ไปเที่ยวอุทยาน ร.2 ชมเครื่องเบญจรงค์ แล้วไปชม อาสนวิหารแม่พระบังเกิด ค่ายบางกุ้ง ขากลับแวะไปวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ดอนหอยหลอด ถ้ามีเวลาพอก่อนไปดอนหอยหลอด แวะไปบ้านคลองโคลน ถีบกระดานเลน และปลูกป่าชายเลน

อ้างอิง : บทความนี้คัดลอกบางส่วนมาจากหนังสือแนะนำเส้นทางขับรถเที่ยว